คลิก อ่านบทความตามหัวข้อ
วาทกรรมการเมือง กลไกแห่งอำนาจกลายเป็นการบิดเบือนความจริงในสังคม
ความหมายและที่มาของวาทกรรมการเมือง
วาทกรรมการเมือง (Political Discourse) เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการทางการเมืองและการปกครองในทุกสังคม มันไม่ใช่แค่การสื่อสารหรือการพูดเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อน เป็นเครื่องมือในการสร้างความหมาย ความเข้าใจ และชุดความคิดร่วมกันเกี่ยวกับอำนาจ การบริหารประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ตามแนวคิดทางสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดของ มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ที่มองว่าวาทกรรมคือ อำนาจ ที่กำหนดว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น “ความจริง” บทความนี้จะเจาะลึกถึงความหมาย องค์ประกอบ ผู้สร้าง จุดประสงค์ ผลกระทบ และการวิเคราะห์วาทกรรมการเมืองที่มีต่อความมั่นคงของชาติ
วาทกรรมการเมือง คืออะไร?
วาทกรรมการเมือง คือ ระบบภาษาปฏิบัติการ หรือชุดของถ้อยคำ สัญลักษณ์ เรื่องเล่า และชุดของความเชื่อที่ถูกผลิตซ้ำและเผยแพร่ผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นทางการเมือง วาทกรรมการเมือง กำหนดขอบเขตว่าประเด็นใดบ้างที่สามารถนำมาพูดคุย อภิปราย และตัดสินใจในพื้นที่สาธารณะได้ มันทำหน้าที่เป็นแว่นตาให้ผู้คนมองและตีความโลกทางการเมือง
การวิเคราะห์ วาทกรรมการเมือง (Discourse Analysis) ไม่ได้สนใจแค่ สิ่งที่ถูกพูด แต่สนใจ วิธีที่ถูกพูด และ เงื่อนไขของการพูด ว่าวาทกรรมนั้นๆ สร้างและเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมอย่างไร
ที่มาของแนวคิดการสร้างวาทกรรม
แนวคิดเรื่องวาทกรรมมีรากฐานมาจากนักปรัชญาและนักสังคมศาสตร์หลายท่าน แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มิเชล ฟูโกต์ เขาอธิบายว่าวาทกรรมไม่ได้มีเพียงแค่การนำเสนอความจริง แต่ เป็นการสร้างความจริง เอง อำนาจไม่ได้อยู่ที่การควบคุมผู้คนด้วยกำลัง แต่เป็นการควบคุมความรู้และความจริงที่ผู้คนยอมรับ วาทกรรมการเมือง จึงเป็นเครื่องมือของอำนาจในการทำให้การกระทำบางอย่างดูเป็นเรื่อง ปกติ (Normalized) และเรื่องอื่นดูเป็นเรื่อง ผิดปกติ (Pathologized)
ใครเป็นคนสร้างวาทกรรมการเมือง และทำเพื่ออะไร?
วาทกรรมการเมือง ถูกสร้างและเผยแพร่โดยกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองและการปกครองอย่างเป็นระบบ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีจุดประสงค์หลักที่แตกต่างกันออกไป:
1. ผู้สร้างวาทกรรมหลัก
- กลุ่มนักการเมืองและพรรคการเมือง: นักการเมืองและพรรคการเมืองคือผู้ผลิตวาทกรรมในแนวหน้าเพื่อ ช่วงชิงอำนาจ และสร้างความชอบธรรมให้กับการเข้าถึงอำนาจ วาทกรรมเหล่านี้มักเน้นที่การโจมตีคู่แข่ง การเสนอนโยบายที่ดูน่าดึงดูด หรือการสร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่เข้มแข็ง รวมถึงการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบัน หรือบุคคลสำคัญในสังคม
- กลุ่มรัฐและสถาบันของรัฐ: หน่วยงานราชการ, กองทัพ, และสถาบันหลักของรัฐ ใช้ วาทกรรมการเมือง เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐและสร้างความภักดีต่อระบบ ส่วนใหญ่วาทกรรมของกลุ่มรัฐและสถาบันของรัฐมักเน้นย้ำถึง ความสามัคคี ความมั่นคง หรือ การรักษากฎหมายและความเป็นระเบียบ ซึ่งจะมีความแตกต่างไปจากนักการเมืองและพรรคการเมือง
เปรียบเทียบจุดประสงค์ของวาทกกรมของทั้ง 2 กลุ่ม
ความแตกต่างของวาทกกรมการเมือง ระหว่างนักการเมืองหรือพรรคการเมือง และจากรัฐและสถาบันของรัฐ เป็นเรื่องความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุด คือจุดประสงค์หลัก (Core Purpose) และจุดมุ่งหมายสูงสุดในการสร้างวาทกรรมการเมือง:
| ลักษณะ | นักการเมือง/พรรคการเมือง | รัฐ/สถาบันของรัฐ (เช่น ราชการ, กองทัพ, ตำรวจ) |
| เป้าหมายสูงสุด | การได้มาซึ่งอำนาจ (The Struggle for Power) | การรักษาเสถียรภาพและการควบคุม (Stability and Control) |
| จุดเน้น | การแข่งขัน (Competition) และ การเปลี่ยนแปลง (Change) | ความต่อเนื่อง (Continuity) และ ความชอบธรรมทางสถาบัน (Institutional Legitimacy) |
| มุมมองต่อปัญหา | ต้องแสดงให้เห็นว่า ระบบปัจจุบันมีปัญหา และพรรคตนเองมี ทางออกที่ดีกว่า | ต้องแสดงให้เห็นว่า ระบบปัจจุบันมีความมั่นคง และ เป็นที่พึ่งของประชาชน ได้ |
2. ช่องทางการเผยแพร่และขยายผล
- สื่อมวลชน: ทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อใหม่ เป็นกลไกสำคัญในการขยาย วาทกรรมการเมือง บางครั้งสื่อเองก็เลือกใช้ภาษาและการนำเสนอข่าวที่สนับสนุนวาทกรรมใดวาทกรรมหนึ่ง
- กลุ่มผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Opinion Leaders): นักวิชาการ, อินฟลูเอนเซอร์, และนักเคลื่อนไหวทางสังคม ล้วนเป็นผู้ผลิตและผู้เผยแพร่ วาทกรรมการเมือง ซึ่งสร้างผลกระทบต่อชุดความคิดของสาธารณชนอย่างรวดเร็ว
3. จุดประสงค์และเป้าหมายที่หวังผล
กลุ่มคนที่สร้าง วาทกรรมการเมือง มีเป้าหมายที่ชัดเจนหลายประการ โดยทุกเป้าหมายนั้นขับเคลื่อนด้วยความต้องการ เพื่อผลทางการเมือง ทั้งสิ้น:
- สร้างความชอบธรรม (Legitimation): เป็นการทำให้การกระทำ นโยบาย หรือแม้แต่การเข้าสู่อำนาจที่มิชอบ ดูเป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมเหตุสมผลในสายตาประชาชน
- กำหนดวาระสาธารณะ (Agenda Setting): ใช้ วาทกรรมการเมือง เพื่อให้ประชาชนให้ความสำคัญกับประเด็นที่ตนเองต้องการ และละเลยประเด็นที่อาจเป็นจุดอ่อนของตนเอง
- ระดมมวลชนและการแบ่งขั้ว (Mobilization and Polarization): สร้าง วาทกรรมการเมือง ที่ชัดเจนว่าใครคือ “พวกเรา” และใครคือ “ศัตรู” เพื่อรวบรวมกลุ่มผู้สนับสนุนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และแยกขั้วกับฝ่ายตรงข้าม
- ควบคุมความคิด: วาทกรรมการเมือง ที่ถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่องจะซึมซับเข้าไปในชุดความคิดของผู้คน ทำให้ผู้คนตีความเหตุการณ์และสถานการณ์ทางการเมืองในกรอบที่ผู้มีอำนาจกำหนด เพื่อผลทางการเมือง ในการรักษาเสถียรภาพของอำนาจในระยะยาว
ผลที่ตามมาและคำถามเรื่องความจริง: เป็นจริงตามวาทกรรมหรือไม่?
ผลกระทบของวาทกรรมการเมือง
ผลที่ตามมาจากการสร้างและเผยแพร่ วาทกรรมการเมือง ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างลึกซึ้ง:
- การสร้างอัตลักษณ์ทางการเมือง: ประชาชนรับรู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มใด และมีมุมมองอย่างไรต่อการเมือง วาทกรรมการเมือง เป็นตัวกำหนดว่าคนกลุ่มใดถูกมองว่าเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง และคนกลุ่มใดถูกมองว่าเป็น ผู้คุกคาม
- การบิดเบือนความเป็นจริง: บ่อยครั้งที่ วาทกรรมการเมือง ไม่ได้นำเสนอความจริงทั้งหมด แต่เป็นการเลือกใช้ข้อมูลบางส่วน (Selection) การให้ความสำคัญกับบางมุมมอง (Framing) และการละเลยข้อเท็จจริงที่ไม่เป็นประโยชน์ (Exclusion) เพื่อผลทางการเมือง ในการนำเสนอภาพที่สวยงามหรือน่ากลัวตามที่ต้องการ
- การนำไปสู่ความขัดแย้ง: วาทกรรมการเมือง ที่เน้นการโจมตีและการสร้างความเกลียดชังสามารถนำไปสู่การแบ่งขั้วทางความคิด และนำไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองได้ในที่สุด
วาทกรรมเป็นจริงหรือไม่?
วาทกรรมการเมือง ไม่จำเป็นต้องเป็นจริงแท้ (Objective Truth) แต่เป็น ความจริงทางสังคม (Social Reality) ที่ถูกสร้างขึ้นและได้รับการยอมรับจากคนกลุ่มใหญ่ วาทกรรมจะ “เป็นจริง” ก็ต่อเมื่อ:
- ได้รับความน่าเชื่อถือ: ผู้คนจำนวนมากเชื่อมั่นในผู้สร้างวาทกรรมนั้น
- สอดคล้องกับค่านิยม: วาทกรรมนั้นสอดคล้องกับความเชื่อหรือค่านิยมเดิมที่ฝังรากลึกในสังคม
- มีการผลิตซ้ำ: วาทกรรมถูกพูดซ้ำๆ ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นเรื่อง ปกติ และยากที่จะโต้แย้ง
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลหรือนักการเมืองพูดถึงอาจไม่ใช่ความจริงทางข้อเท็จจริง แต่หากมันสามารถถูกทำให้กลายเป็น ความจริงที่ยอมรับร่วมกัน ในสังคมได้ นั่นคือความสำเร็จสูงสุดของ วาทกรรมการเมือง
ตัวอย่างวาทกรรมทางการเมืองที่มุ่งทำลายความเชื่อมั่น ความมั่นคงของสถาบันและบุคคล
วาทกรรมการเมืองที่มุ่งทำลายความมั่นคงของชาติมักจะเป็นวาทกรรมที่สร้างความหวาดระแวง (Paranoia) และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในสถาบันหลักของรัฐ หรือสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชนด้วยกันเอง:
1. วาทกรรม “ภัยคุกคามจากผู้ทรยศชาติ/ชังชาติ”
- ที่มาและความหมาย: ถูกใช้โดยกลุ่มอนุรักษนิยมและสถาบันความมั่นคง เพื่อระบุว่าผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันหลักหรือแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง เป็นบุคคลที่ “ไม่รักชาติ” หรือ “สมคบคิดกับต่างชาติ” วาทกรรมการเมือง นี้มุ่งสร้างความหวาดกลัว และให้ความชอบธรรมในการปราบปรามหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้เห็นต่าง
- ผลต่อความมั่นคง: บ่อนทำลายความสามัคคีและสร้างความแตกแยกระหว่างพลเมือง ทำให้เกิดการไม่ไว้วางใจในสังคม และเป็นการกีดกันพลเมืองที่มีความเห็นแตกต่างออกจากพื้นที่ทางการเมือง
2. วาทกรรม “รัฐล้มเหลว/ไร้ความชอบธรรม”
- ที่มาและความหมาย: ถูกสร้างโดยฝ่ายค้านหรือกลุ่มผู้เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล เพื่อเน้นย้ำความไร้ประสิทธิภาพ การทุจริต หรือความโหดร้ายของรัฐบาล วาทกรรมการเมือง นี้ใช้คำที่รุนแรง เช่น “เผด็จการ”, “ทรราชย์”, “ขี้ข้าต่างชาติ” เพื่อผลทางการเมือง ในการปลุกระดมให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาเปลี่ยนแปลงการปกครอง
- ผลต่อความมั่นคง: บ่อนทำลายความเชื่อมั่นในสถาบันรัฐทั้งหมด นำไปสู่ความโกลาหลทางการเมือง และอาจนำไปสู่ความพยายามในการล้มล้างรัฐบาลหรือระบบการปกครอง
3. วาทกรรม “การแบ่งแยกชนชั้นและผู้กดขี่”
- ที่มาและความหมาย: เป็นวาทกรรมที่เน้นความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและสังคม โดยแบ่งพลเมืองออกเป็น “ชนชั้นปกครองที่ร่ำรวย” และ “ชนชั้นถูกกดขี่ที่ยากจน” วาทกรรมการเมือง นี้มักจะถูกนำมาใช้โดยพรรคการเมืองที่เน้นนโยบายประชานิยม หรือกลุ่มที่มีอุดมการณ์สังคมนิยม เพื่อผลทางการเมือง ในการสร้างมวลชนให้พร้อมเคลื่อนไหวเพื่อการกระจายทรัพย์สินหรือการปฏิวัติ
- ผลต่อความมั่นคง: สร้างความเกลียดชังและความไม่ไว้วางใจระหว่างชนชั้น นำไปสู่การเผชิญหน้าทางสังคม และอาจขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จำเป็น
4. วาทกรรม “ทหาร มีไว้ทำไม”
- ที่มาและความหมาย: “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นวาทกรรมที่ถูกหยิบยกและใช้โดย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล (หรือพรรคอนาคตใหม่เดิม) ในบริบทของการรณรงค์หาเสียงและเรียกร้องการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ วาทกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของ ชุดวาทกรรมปฏิรูปกองทัพ ที่พรรคการเมืองนี้ผลักดัน โดยมีเป้าหมายในการ ลดอำนาจ และ ปรับปรุงงบประมาณ ของกองทัพภายใต้การปกครองของพลเรือน (Civilian Control) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการรัฐประหารหลายครั้งที่ทำให้เกิดความสงสัยในบทบาทของทหาร
- ผลต่อความมั่นคง: วาทกรรมนี้ถูกตีความว่าเป็นการ บ่อนทำลายขวัญและกำลังใจของกำลังพล และ ดูแคลนความสำคัญ ของผู้ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศในแนวชายแดน ถูกมองว่าเป็นวาทกรรมที่ กระทบต่อความมั่นคงทางทหาร โดยตรง เนื่องจากอาจทำให้เกิดการขาดความเชื่อมั่นต่อกองทัพในฐานะสถาบันหลัก ผลที่ตามมา เกิดการตอบโต้ที่รุนแรงจากสถาบันทหารและผู้สนับสนุน โดยการนำเสนอภารกิจของทหารในเชิงความเสียสละ และการกล่าวหาผู้ตั้งคำถามว่า ขาดความเข้าใจ ในความเสี่ยงและภัยคุกคามของประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน และอาจมีการแทรกแซงจากองค์กรระหว่างประเทศไทยจากภายนอกที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคง
สรุป
วาทกรรมการเมือง เป็นมากกว่าแค่ถ้อยคำ มันคือชุดของความคิดและระบบอำนาจที่กำหนดความจริงทางการเมืองในสังคม ผู้สร้างวาทกรรมเหล่านี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อ ช่วงชิง รักษา และขยายอำนาจ โดยใช้กลไกทางภาษาและสื่อสารมวลชนเพื่อชี้นำการรับรู้ของสาธารณชน เป้าหมายสูงสุดคือ เพื่อผลทางการเมือง ในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองและทำให้ฝ่ายตรงข้ามขาดความชอบธรรม แม้ว่า วาทกรรมการเมือง จะเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม แต่ประชาชนจำเป็นต้องมีความเข้าใจและวิจารณญาณในการแยกแยะระหว่าง วาทกรรมการเมือง ที่ถูกสร้างขึ้น กับ ความจริงแท้ทางข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกชักจูงหรือตกเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยกและทำลายความมั่นคงของชาติ
แหล่งที่มาข้อมูลอ้างอิงและรูปภาพประกอบบทความ
- Foucault, Michel. (1972). The Archaeology of Knowledge and the Discourse on Language. New York: Pantheon Books. (แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ อำนาจ และวาทกรรม)
- van Dijk, Teun A. (1998). Ideology: A Multidisciplinary Approach. London: Sage Publications. (การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวาทกรรมกับอุดมการณ์ทางการเมือง)
- Laclau, Ernesto, and Mouffe, Chantal. (1985). Hegemony and Socialist Strategy: Towards a Radical Democratic Politics. London: Verso. (แนวคิดเรื่อง Hegemony และการสร้างวาทกรรมเพื่อครองความเป็นใหญ่ทางการเมือง)
- Wodak, Ruth, and Meyer, Michael. (Eds.). (2009). Methods of Critical Discourse Analysis. London: Sage Publications. (แนวทางการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ในประเด็นทางการเมือง)
- Edelman, Murray. (1971). Politics as Symbolic Action: Mass Arousal and Quiescence. New York: Academic Press. (บทบาทของสัญลักษณ์และภาษาในการสร้างการรับรู้ทางการเมืองของมวลชน)
