คลิก อ่านบทความตามหัวข้อ

ราชวงศ์จักรี ปฐมราชวงศ์รัตนโกสินทร์แห่งสยามประเทศ

ราชวงศ์จักรี ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ และยาวนานกว่า 200 ปี จากสยามประเทศสู่รากฐานประเทศไทยปัจจุบัน

ราชวงศ์จักรี คือราชวงศ์ที่ปกครองราชอาณาจักรสยามและต่อมาคือประเทศไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2325 จวบจนถึงปัจจุบัน การสถาปนาราชวงศ์จักรีนี้ โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคกรุงธนบุรีและเป็นจุดเริ่มต้นของ ยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเมืองของประเทศในยุคสมัยใหม่ ราชวงศ์จักรีได้นำพาประเทศผ่านวิกฤตการณ์สำคัญๆ หลายครั้ง ทั้งการทำสงคราม การรักษาผืนแผ่นดินไทย การรักษาเอกราชจากมหาอำนาจตะวันตกยุคล่าอณานิคม และการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยทัดเทียมกับอารยประเทศ


รากฐานและการสถาปนาราชวงศ์จักรี จุดเริ่มต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325)

ก่อนการสถาปนาราชวงศ์จักรี สยามประเทศต้องเผชิญกับวิกฤติและความวุ่นวายภายในภายหลังการสิ้นสุดของกรุงธนบุรี

ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระนามเดิมว่า ทองด้วง ทรงเป็นขุนศึกที่มีความสามารถและจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสินมหาราช) โดยมีบทบาทสำคัญในการกอบกู้เอกราชจากพม่าและการขยายอำนาจของอาณาจักรสยาม

เมื่อเกิดเหตุความไม่สงบขึ้นในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในปี พ.ศ. 2325 เหล่าขุนนางและราษฎรได้อัญเชิญ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ขึ้นปราบปรามความวุ่นวายและขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

การสถาปนากรุงเทพมหานคร เป็นราชธานี

พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการให้ย้ายราชธานีจากฝั่งธนบุรี ซึ่งมีพื้นที่จำกัดและตั้งอยู่บนแหลมที่ถูกน้ำกัดเซาะ มายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา (บริเวณกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน) ทรงสร้างพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ขึ้นเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรสยามแห่งใหม่ และพระราชทานนามเมืองใหม่นี้ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์…” ซึ่งต่อมาคือ กรุงเทพมหานคร ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มาและความหมายของพระนาม “ราชวงศ์จักรี”

พระนามของ “ราชวงศ์จักรี” (Chakri Dynasty) มีที่มาและความหมายที่ลึกซึ้งจากบรรดาศักดิ์ “เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์” ตำแหน่งสมุหนายก ซึ่งเป็นตำแหน่งทางราชการที่พระองค์เคยทรงดำรงตำแหน่ง ในสมัยกรุงธนบุรี คำว่า “จักรี” นี้พ้องเสียงกับคำว่า “จักร” และ “ตรี” ซึ่งเป็นเทพอาวุธของ “พระนารายณ์” “จักร และตรีศูล” หรือ “จักรี” ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับพระนามเดิมและอำนาจบารมีของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ผู้ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์

1. ที่มาของพระนาม “จักรี”

คำว่า “จักรี” มาจาก พระนามและบรรดาศักดิ์เดิม ของรัชกาลที่ 1 ก่อนที่พระองค์จะทรงขึ้นครองราชย์

  • ชื่อยศเดิม: ในสมัยกรุงธนบุรี พระองค์ทรงรับราชการในฐานะขุนศึกคู่พระทัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยมียศสูงสุดที่ “สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหิมา ทุกนัคราระอาเดช นเรศรราชสุริยวงศ์” ซึ่งในยศนี้มีคำว่า “มหากษัตริย์ศึก” และคำว่า “จักรี” เป็นชื่อย่อที่ผู้คนเรียกขานพระองค์ จากบรรดาศักดิ์ครั้งดำรงพระยศ “เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์” ตำแหน่งสมุหนายก ซึ่งเป็นตำแหน่งทางราชการที่พระองค์เคยทรงดำรงตำแหน่ง ในสมัยกรุงธนบุรี

เมื่อทรงขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์ พระองค์จึงทรงใช้ชื่อ “จักรี” เป็นพระนามแห่งราชวงศ์ เพื่อเป็นการระลึกถึงพระนามเดิมและความสามารถในฐานะนักรบผู้ยิ่งใหญ่

2. ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของ “จักรี”

นอกจากที่มาจากพระนามเดิมแล้ว คำว่า “จักรี” ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับ อาวุธสำคัญของพระวิษณุ (พระนารายณ์) ซึ่งเป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดูที่ได้รับการนับถือว่าเป็นผู้ปกป้องโลก

ตราสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์จักรี (เครื่องหมายพระบรมราชานุญาต) จึงประกอบด้วยอาวุธสำคัญสองชนิดคือ:

อาวุธสัญลักษณ์ความหมาย
พระมหาจักรรูปวงล้อ มีซี่ฟันแหลมคมสื่อถึง จักรนารายณ์ เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความเป็นใหญ่ และการปกครอง
พระมหาตรีศูลรูปอาวุธสามง่ามสื่อถึง ตรีศูล (อาวุธของพระศิวะ หรือบางความเชื่อเชื่อมโยงกับตรีศูลที่พระนารายณ์ทรงถือ) เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ความยุติธรรม และชัยชนะ

การรวมกันของ จักร และ ตรี ในพระนาม “จักรี” และในตราสัญลักษณ์ จึงสื่อถึง:

  1. การปกครองโดยธรรม: การที่กษัตริย์ทรงเปรียบเสมือนองค์พระนารายณ์อวตารลงมาเพื่อปกป้องและรักษาโลก
  2. อำนาจและบารมี: แสดงถึงความเด็ดขาด ความสามารถในการทำสงคราม และการธำรงไว้ซึ่งเอกราชของชาติ

ดังนั้น ชื่อ “ราชวงศ์จักรี” จึงมีความหมายโดยรวมถึง ราชวงศ์ที่ปกครองประเทศด้วยความสามารถ มีอำนาจ และทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของอาณาจักร


ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น: การสร้างชาติและการฟื้นฟู (รัชกาลที่ 1-3)

ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นการเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งการสร้างชาติและการฟื้นฟู ประเทศไทยหรือสนามประเทศในขณะนั้น มุ่งเน้นการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม และการสร้างความมั่นคงทางทหารเพื่อรับมือกับการคุกคามจากภายนอก

รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) พระองค์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาราชวงศ์จักรี และกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อปี พ.ศ. 2325 (ค.ศ. 1782) หลังสิ้นสุดยุคกรุงธนบุรี

รัชสมัยของพระองค์ถือเป็น ยุคแห่งการสร้างชาติและการฟื้นฟู สยามประเทศให้กลับมาเป็นปึกแผ่นและมั่นคงอีกครั้ง หลังจากความวุ่นวายและการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง

รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงเน้นการ ฟื้นฟูและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวรรณกรรมและนาฏศิลป์ จนได้ชื่อว่าเป็น “ยุคทองแห่งวรรณคดี” นอกจากนี้ยังทรงให้ความสำคัญกับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ทรงเป็น “เจ้าสัว” แห่งยุค ทรงเน้นการค้าขายและการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติ โดยเฉพาะกับจีน ทำให้ประเทศมีรายได้มหาศาลจากภาษีการค้า (จังกอบ) ซึ่งนำมาใช้ในการทำนุบำรุงประเทศและใช้เป็นทุนสำรองในการรับมือกับภัยคุกคามจากชาติตะวันตกที่เริ่มเข้ามาในภูมิภาค


สมัยรัตนโกสินทร์ ยุคสมัยแห่งการปฏิรูปและการรักษาเอกราช (รัชกาลที่ 4-5)

รัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 4-5 เป็นยุคที่สยามประเทศต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มประเทศมหาอำนาจตะวันตกอย่างเต็มตัว เป็นยุคล่าอาณานิคมและแสวงหาเมืองขึ้น พระกษัตริย์ในยุคนี้จึงทรงดำเนินนโยบายที่ชาญฉลาดเพื่อรักษาเอกราชของชาติ

รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ที่รอบรู้ภาษาอังกฤษและวิทยาศาสตร์ ทรงตระหนักถึงภัยคุกคามของชาติตะวันตก จึงทรงดำเนินนโยบาย “ผ่อนสั้น ผ่อนยาว” และการเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตกอย่างใกล้ชิด ทรงลงนามใน สนธิสัญญาเบาว์ริง กับสหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2398 ซึ่งเป็นการเปิดประเทศเข้าสู่การค้าเสรี แม้จะมีข้อเสียเปรียบบางประการ แต่ก็ช่วยให้สยามรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคม

รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงขึ้นครองราชย์ในขณะที่ทรงพระเยาว์ แต่ทรงเป็นกษัตริย์นักปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่ง ทรงดำเนินการ ปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ โดยการวางรากฐานเพื่อมุ่งเน้นความเจริญในทุกมิติเพื่อทำให้สยามมีความทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ:

  1. การฑูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การทูตในยุคนี้จึงมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายสูงสุดคือ การรักษาเอกราชและอธิปไตย ของชาติ พร้อมกับการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย นโยบายถ่วงดุลอำนาจ การยอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ การส่งพระราชโอรสและข้าราชการไปศึกษาต่อต่างประเทศ การเสด็จประพาสยุโรป รวมถึงารจ้างที่ปรึกษาต่างชาติ เพื่องานราชการแผ่นดินและครูสอนภาษา
  2. การเลิกทาส: ทรงออกพระราชบัญญัติเลิกทาสอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ทาสทุกคนเป็นอิสระโดยไม่มีการนองเลือดและการต่อสู้เสียชีวิตแต่อย่างใด
  3. การปกครอง: ทรงวางรากฐานการบริหารประเทศ จัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม แบบตะวันตก และทรงปรับปรุงระบบการบริหารราชการแผ่นดิน
  4. สาธารณูปโภค: ทรงวางรากฐานการสร้างระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญ เช่น รถไฟ, ไปรษณีย์, โทรเลข และการประปา
  5. การศึกษา: ทรงจัดตั้งโรงเรียนและส่งพระราชโอรสไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ
  6. การคมนาคม: การคมนาคมทางบกสมัยใหม่ รถไฟ รถราง ถนนและสะพาน รวมถึงการคมนาคมทางน้ำ การขุดคลอง และเรือกลไฟ

การปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้สยามประเทศสามารถ รักษาเอกราช ไว้ได้ แม้จะต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนให้กับฝรั่งเศสและอังกฤษ


สมัยรัตนโกสินทร์ยุคสมัยเปลี่ยนผ่านและการปรับตัว (รัชกาลที่ 6-8)

เป็นยุคที่สยามประเทศเข้าสู่การพัฒนาด้านประชาธิปไตยและการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโลก

รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงเป็นกษัตริย์ที่ให้ความสำคัญกับการ ชาตินิยม และการสร้าง ความสำนึกในความเป็นชาติไทย ทรงริเริ่มสร้างคำว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ให้เป็นเสาหลักของประเทศ ทรงส่งเสริมการศึกษาและจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และทรงประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สยามได้รับการยอมรับในเวทีโลกและสามารถเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจากชาติตะวันตกได้สำเร็จ

รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกและปัญหาทางการเงินของประเทศ ในรัชสมัยของพระองค์ เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

  • การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย: รัชกาลที่ 7 ทรงยินยอมที่จะสละพระราชอำนาจและเปลี่ยนการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นการแสดงถึงพระราชหฤทัยที่ทรงยึดมั่นในประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย

รัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี แม้ว่าพระองค์จะทรงครองราชย์เป็นระยะเวลานาน (พ.ศ. 2477 ถึง พ.ศ. 2489) แต่ช่วงเวลาดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองและการปกครองที่ซับซ้อน เนื่องจากพระองค์ยังทรงพระเยาว์และประทับอยู่ที่ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่


ยุคแห่งการพัฒนาและศูนย์รวมใจของชาติ (รัชกาลที่ 9)

รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานถึง 70 ปี และทรงอุทิศพระวรกายเพื่อพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในทุกภูมิภาค และทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริมากมายที่กลายเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ เช่น

  • ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: เป็นแนวคิดในการดำเนินชีวิตและการพัฒนาที่ยึดหลักความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว
  • โครงการฝนหลวง: โครงการบรรเทาปัญหาภัยแล้งและบริหารจัดการน้ำ
  • การพัฒนาการเกษตร: โครงการวิจัยและพัฒนาพืชผลทางการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นที่รักและเป็น ศูนย์รวมจิตใจ ของคนไทยทั้งประเทศ ทรงเป็นเสาหลักแห่งความมั่นคงท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจ


ราชวงศ์จักรีในปัจจุบัน (รัชกาลที่ 10)

รัชกาลที่ 10 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบรมราชชนก พระนาม พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี และทรงสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาประเทศและดูแลทุกข์สุขของราษฎร ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษา การสาธารณสุข และการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในด้านต่างๆ นอกจากนี้ยังทรงให้ความสำคัญกับการดูแลและพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีความเข้มแข็งเพื่อเป็นกำลังในการพัฒนาชาติต่อไป


ความสำคัญของราชวงศ์จักรีต่อประเทศ

ราชวงศ์จักรีไม่เพียงแต่เป็นผู้สถาปนากรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำพาประเทศผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์:

  • การฟื้นฟูชาติ: ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ศาสนา และกฎหมายที่เสียหายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา
  • การรักษาเอกราช: กษัตริย์ในราชวงศ์ โดยเฉพาะ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศและรักษาเอกราชไว้ได้ท่ามกลางกระแสล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก
  • ศูนย์รวมจิตใจ: พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเสาหลักและศูนย์รวมจิตใจของคนไทยในทุกยุคสมัย

ราชวงศ์จักรี ผู้สถาปนากรุงเทพมหานคร

หลังจากการปราบปรามความวุ่นวายและทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระบรมราชโองการให้ ย้ายราชธานี จากฝั่งธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา (บริเวณกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน) ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และภูมิประเทศที่เหมาะสมกว่า

  • ปีที่สถาปนา: พ.ศ. 2325
  • สิ่งที่ทรงสร้าง: ทรงสร้าง พระบรมมหาราชวัง และ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ขึ้นเป็นศูนย์กลางของเมือง
  • นามเมือง: พระราชทานนามเมืองใหม่ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์…” ซึ่งภายหลังถูกย่อให้เป็น กรุงเทพมหานคร ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

ราชวงศ์จักรี คือราชวงศ์ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการมายาวนานกว่า 240 ปี นับตั้งแต่การสถาปนากรุงเทพมหานคร การต่อสู้เพื่อรักษาเอกราชจากมหาอำนาจ การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย และการปรับตัวเข้ากับระบอบประชาธิปไตย

บทบาทของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีไม่เพียงแต่เป็นประมุขของรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็น สถาบันหลัก ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชาติเข้าไว้ด้วยกัน การศึกษาประวัติความเป็นมาของราชวงศ์จักรี จึงเป็นการทำความเข้าใจถึง รากฐาน ของประเทศไทยในยุคสมัยใหม่ทั้งหมด


แหล่งที่มาข้อมูลอ้างอิงและรูปภาพประกอบบทความ
  • กรมศิลปากร. เอกสารและข้อมูลทางประวัติศาสตร์การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และพระราชวงศ์จักรี
  • สำนักราชเลขาธิการ. ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี
  • กระทรวงศึกษาธิการ. หนังสือเรียนและเอกสารทางประวัติศาสตร์ไทยระดับอุดมศึกษา
  • สถาบันพระปกเกล้า. ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
  • มูลนิธิชัยพัฒนา. ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9

Share.
Exit mobile version