คลิก อ่านบทความตามหัวข้อ

หัวข้อบทความ

พลวัตของสนามหลวง จาก “ทุ่งพระเมรุ” สู่การช่วงชิงเพื่อให้เป็น “สนามราษฎร”

สนามราษฎร พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งการเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของสนามหลวง

สนามราษฎร สนามหลวง หรือ ท้องสนามหลวง ไม่ได้เป็นเพียงลานกว้างใจกลางกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่คือผืนดินแห่งประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และอุดมการณ์ของชาติไทยมาตั้งแต่แรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ได้ผ่านการเรียกชื่อและนิยามความหมายมาหลายยุคสมัย ตั้งแต่ชื่ออันเก่าแก่และอวมงคลอย่าง “ทุ่งพระเมรุ” สู่ชื่อที่เป็นทางการและเป็นมงคลว่า “ท้องสนามหลวง” และที่สำคัญคือการถูกนิยามใหม่ให้เป็น “สนามราษฎร” ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย

บทความนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะสำรวจและวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ โดยมุ่งเน้นที่คำถามสำคัญว่า ทำไมจึงเกิดการเรียกขานว่า “สนามราษฎร” และเหตุใดชื่อ “สนามหลวง” จึงได้กลับมาเป็นชื่อที่ถูกใช้ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างทางอุดมการณ์ที่ชื่อเรียกทั้งสองได้สะท้อนไว้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจการช่วงชิงความหมายและบทบาทของพื้นที่สาธารณะในประวัติศาสตร์การเมืองไทย


ประวัติความเป็นมา และการเริ่มต้นของ “ทุ่งพระเมรุ” และการปรับใช้ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์

สนามหลวง มีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ผู้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เมื่อปี พ.ศ. 2325 ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง ทำให้พื้นที่นี้ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางของการจัดพระราชพิธีสำคัญของชาติ

สนามหลวงถูกปรับปรุงจากพื้นที่รกร้างสู่ “ทุ่งพระเมรุ”

ในยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นยุคแรกเริ่มของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่แห่งนี้จากที่ดินรกร้างเป็นลานโล่งกว้างคล้ายท้องทุ่ง ใช้เป็นพื้นที่หลักในการปลูกสร้างพระเมรุมาศเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง ซึ่งการใช้งานหลักนี้เองที่ทำให้ประชาชนทั่วไปเรียกขานพื้นที่นี้ว่า ทุ่งพระเมรุ คำว่า “พระเมรุ” สื่อถึงงานศพและการสูญเสีย เมื่อไม่มีพิธี พื้นที่ก็จะถูกปล่อยให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าอีกครั้ง ทำให้มีสภาพเป็นหนองบึงในบางช่วงเวลาตามสภาพภูมิอากาศ ซึ่งชื่อนี้แม้จะเป็นการเรียกตามการใช้งานจริง แต่กลับมีความหมายในเชิงอวมงคล และไม่เหมาะสมกับตำแหน่งของสถานที่สำคัญที่อยู่ติดกับพระบรมมหาราชวัง

บทบาทที่แตกต่างในรัชกาลที่ 3

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ได้มีการใช้พื้นที่ทุ่งพระเมรุ หรือท้องสนามหลวง ในบทบาทที่แตกต่างออกไป คือ การทำนาหลวง เหตุผลที่พระองค์ทรงโปรดให้มีการทำนาถึงแม้พื้นที่จะอยู่ข้างพระบรมมหาราชวังนั้น มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งกับญวน (เวียดนาม) ในขณะนั้น พระองค์ต้องการให้ญวนและนานาประเทศเห็นว่า ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร มีเสบียงอาหารพร้อมที่จะทำสงครามได้เต็มที่ แม้แต่พื้นที่ข้างพระราชวังก็ยังสามารถปลูกข้าวได้ ซึ่งเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความมั่นคงและความพร้อมทางเศรษฐกิจของชาติ (การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ครั้งแรกที่ท้องสนามหลวง) การทำนาหลวงนี้ได้ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลง


พระราชดำริของรัชกาลที่ 4 และการเปลี่ยนชื่อเป็น “ท้องสนามหลวง”

จุดเปลี่ยนสำคัญของชื่อเรียกพื้นที่นี้เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของความหมายและเป็นสิริมงคลของชื่อ

การกำจัดชื่ออวมงคล

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรังเกียจที่ราษฎรเรียกพื้นที่หน้าวัดมหาธาตุว่า “ทุ่งพระเมรุ” เนื่องจากชื่อนี้เป็นการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่เป็นอวมงคลและนาน ๆ มีครั้งหนึ่ง และไม่เหมาะสมที่จะใช้เรียกพื้นที่สำคัญของชาติ ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2398 พระองค์จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มีประกาศเปลี่ยนชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ท้องสนามหลวง”

ในประกาศได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนานๆ มีครั้งหนึ่งแลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ นั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไป ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้นให้เรียกว่า ‘ท้องสนามหลวง’

ความหมายและการใช้งานภายใต้ชื่อใหม่

การเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “ท้องสนามหลวง” เป็นการตอกย้ำถึงสถานะของพื้นที่นี้ในฐานะ สนามของหลวง ซึ่งหมายถึงพื้นที่ของรัฐหรือราชสำนักที่ใช้ในการประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ การใช้คำว่า “หลวง” ทำให้พื้นที่นี้มีความสง่างามและเป็นมงคลมากขึ้น และไม่ถูกจำกัดความหมายอยู่เพียงแค่ที่เผาศพอีกต่อไป

นอกจากนี้ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ยังทรงเริ่มใช้สนามหลวงเป็นสถานที่ประกอบ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมและให้ความสำคัญแก่การเกษตรกรรมของชาติ บทบาทของสนามหลวงจึงขยายกว้างขึ้น จากพื้นที่ว่างเปล่ากลายเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ที่ดีและความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ


สนามราษฎร – สัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติ พ.ศ. 2475

การเปลี่ยนชื่อที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คือการเรียกขานสนามหลวงว่า “สนามราษฎร” การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบทของการปฏิวัติสยาม 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร

การปรากฏของ “สนามราษฎร” และที่มา

  • ช่วงเวลา: ชื่อ “สนามราษฎร” ถูกนำมาใช้อย่างชัดเจนและเป็นที่รู้จักในวงกว้างในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
  • เหตุผล: การเปลี่ยนชื่อมีรากฐานมาจากหลักการและอุดมการณ์ของ คณะราษฎร ที่ต้องการสถาปนาระบอบประชาธิปไตย โดยยึดถืออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย (ราษฎร) การกระทำนี้เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า พื้นที่สำคัญกลางเมืองหลวง ซึ่งเคยเป็นของ “หลวง” (กษัตริย์/ราชสำนัก) บัดนี้ได้ถูกมอบกลับคืนสู่ “ราษฎร” ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง

การช่วงชิงความหมายและบทบาท

การเปลี่ยนชื่อเป็น “สนามราษฎร” คือการสลัดความหมายเดิมที่เน้นการใช้งานของราชสำนักออกไป และแทนที่ด้วยความหมายใหม่ที่เน้น พื้นที่สาธารณะและเสรีภาพของประชาชน

  1. การประกาศอำนาจอธิปไตย: การเปลี่ยนชื่อนี้เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ที่สำคัญที่สุดในการสื่อสารกับประชาชนว่า ระบบการปกครองได้เปลี่ยนไปแล้ว พื้นที่ของชาติเป็นของประชาชนทุกคน
  2. ไฮด์ปาร์คแห่งแรกของไทย: ภายใต้แนวคิด “สนามราษฎร” ในช่วงสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการเปิดพื้นที่สนามหลวงให้เป็น “ลานพูด” (Hyde Park) ให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและปราศรัยได้อย่างเสรี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สะท้อนหลักการประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรม

ในยุคนี้ “สนามราษฎร” ได้กลายเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมสาธารณะที่หลากหลายอย่างแท้จริง ทั้งตลาดนัด (ซึ่งต่อมาถูกย้ายไปที่จตุจักร) งานมหกรรมสินค้า งานฉลองรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงเป็นแหล่งรวมหนังสือเก่าและศูนย์กลางของคนไร้บ้านในบางช่วงเวลา แสดงให้เห็นถึงการเปิดพื้นที่ให้รองรับกิจกรรมของคนทุกชนชั้นอย่างแท้จริง


การหวนคืนสู่ “สนามหลวง” และการเป็นโบราณสถาน

แม้ว่าชื่อ “สนามราษฎร” จะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในช่วงหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป และความผันผวนทางการเมืองเกิดขึ้น ชื่ออย่างเป็นทางการก็กลับสู่ “ท้องสนามหลวง”

การเสื่อมถอยของชื่อ “สนามราษฎร”

การเปลี่ยนกลับมาเน้นใช้ชื่อ “สนามหลวง” เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและอุดมการณ์ของคณะราษฎรที่บิดเบือนคณะรัฐบาลในยุคต่อมา ทำให้อิทธิพลของคณะราษฎรลดลง และการเมืองเริ่มกลับสู่การเน้นย้ำของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริญ์เป็นประมุข ให้ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์และราชประเพณี การใช้ชื่อที่เชื่อมโยงกับราชสำนักจึงกลับมามีความชอบธรรมและความสำคัญมากกว่า การที่ชื่อ “สนามราษฎร” ถูกใช้ในช่วงที่มีการแสดงออกทางการเมืองอย่างรุนแรง ทำให้รัฐบาลในยุคหลัง ๆ มีความพยายามที่จะลดทอนกิจกรรมและการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่มีความหมายในเชิงการเมืองของพื้นที่ลง

การขึ้นทะเบียนโบราณสถาน (พ.ศ. 2520)

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกประการที่ตอกย้ำสถานะของพื้นที่ในฐานะ “สนามหลวง” คือการประกาศของกรมศิลปากรเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2520 ที่ได้ขึ้นทะเบียนท้องสนามหลวงให้เป็น “โบราณสถานทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง)” ตามพระราชกิจจานุเบกษา การขึ้นทะเบียนนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อบทบาทของพื้นที่:

  1. การจำกัดการใช้งาน: การเป็นโบราณสถานทำให้นำมาซึ่งกฎหมายและข้อบังคับในการใช้พื้นที่ (พระราชบัญญัติโบราณสถาน) ที่เคร่งครัดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันความเสียหายต่อโบราณสถานและภูมิทัศน์ ทำให้กิจกรรมของประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะกิจกรรมทางการเมือง ถูกควบคุมและจำกัดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  2. การเน้นความหมายทางประเพณี: การใช้ชื่อที่ยังคงอ้างอิงถึง “ทุ่งพระเมรุ” และ “สนามหลวง” ในทางราชการ เป็นการเน้นย้ำถึงบทบาทดั้งเดิมของพื้นที่ในการรองรับพระราชพิธีและการใช้งานของรัฐ

ด้วยเหตุนี้ บทบาทของสนามหลวงจึงถูกจำกัดให้เป็นสถานที่สำหรับพระราชพิธี งานสำคัญของรัฐ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ ส่วน “สนามราษฎร” จึงกลายเป็นเพียงชื่อทางประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์ที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใช้โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการพื้นที่แสดงออก


สนามราษฎร กับความหมายเชิงสัญลักษณ์และอุดมการณ์

สนามราษฎร” หมายถึง ท้องสนามหลวง ในช่วงเวลาหนึ่งหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดยมีความหมายเชิงอุดมการณ์ที่สำคัญคือ การประกาศให้พื้นที่สำคัญกลางเมืองหลวงแห่งนี้เป็น “พื้นที่ของประชาชน” แทนที่จะเป็นเพียง “พื้นที่ของหลวง” หรือ “ราชสำนัก”

ความหมายและที่มาเชิงอุดมการณ์ของ “สนามราษฎร”

คำว่า “สนามราษฎร” ถูกใช้โดย คณะราษฎร ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย (พ.ศ. 2475) เพื่อสื่อถึงหลักการสำคัญว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย (ราษฎร)

  • ราษฎร: เป็นคำที่ถูกนำมาใช้เป็นภาษาการเมืองแห่งยุคสมัย เพื่อเน้นถึงความเป็นพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน (อ้างอิง 1.4, 1.6)
  • การช่วงชิงความหมาย: การเปลี่ยนชื่อจาก “ท้องสนามหลวง” (สนามของหลวง/ราชสำนัก) มาเป็น “สนามราษฎร” จึงเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดในการประกาศว่า พื้นที่ใจกลางอำนาจรัฐในอดีตได้ถูกส่งมอบคืนให้กับประชาชนเพื่อใช้ในการแสดงออกและจัดกิจกรรมสาธารณะ

การใช้งานสนามหลวงในฐานะ “สนามราษฎร”

ในช่วงแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พื้นที่สนามหลวงถูกเปิดให้ใช้งานอย่างกว้างขวางเพื่อกิจกรรมของประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น:

  • การเป็นพื้นที่สำหรับ การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง (ลานพูด/ไฮด์ปาร์ค)
  • การจัดงานมหกรรมสินค้า ตลาดนัด และกิจกรรมสันทนาการของราษฎร

การเปลี่ยนกลับและนัยยะปัจจุบัน

แม้ชื่อ “สนามราษฎร” จะถูกใช้เรียกอย่างแพร่หลายในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ต่อมาชื่ออย่างเป็นทางการก็กลับมาใช้ “ท้องสนามหลวง” ดังเดิม อย่างไรก็ตาม ชื่อ “สนามราษฎร” ยังคงถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใช้อยู่เสมอในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในปัจจุบัน เพื่อ:

  • เรียกร้องเสรีภาพ: เป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสิทธิของประชาชนในการใช้พื้นที่สาธารณะและสิทธิในการแสดงออกทางการเมือง (อ้างอิง 1.1)
  • รำลึกถึงการปฏิวัติ: เพื่อรำลึกถึงการก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญและหลักการประชาธิปไตย

การเปรียบเทียบเชิงอุดมการณ์: “สนามหลวง” และ “สนามราษฎร”

การเปรียบเทียบชื่อเรียกทั้งสองชื่อนี้คือการเปรียบเทียบอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการช่วงชิงอำนาจและความหมายในสังคมไทย:

มิติการเปรียบเทียบ“ท้องสนามหลวง” (สนามหลวง)“สนามราษฎร”
ที่มาของอำนาจอำนาจจากเบื้องบน (สถาบันกษัตริย์/รัฐ)อำนาจจากเบื้องล่าง (ปวงชนชาวไทย/ประชาธิปไตย)
วัตถุประสงค์การใช้เน้นการประกอบพระราชพิธี, งานของรัฐ, การแสดงความจงรักภักดีเน้นการใช้ประโยชน์สาธารณะ, การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง, พื้นที่ของเสรีภาพ
การควบคุมพื้นที่ถูกควบคุมและจัดการอย่างเข้มงวดโดยรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ภายใต้กฎหมายโบราณสถาน)มีความหมายถึงการเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่ประชาชนมีสิทธิ์ในการเข้าถึงและใช้งานอย่างเสรี
สถานะทางอารมณ์ความสง่างาม, ความศักดิ์สิทธิ์, ความเป็นระเบียบเรียบร้อยความเสมอภาค, การเรียกร้องสิทธิ์, การมีส่วนร่วมทางการเมือง

การมีอยู่ของชื่อ “สนามราษฎร” เป็นเครื่องเตือนใจว่าพื้นที่แห่งนี้เคยมีความหมายที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว ในขณะที่ชื่อ “สนามหลวง” ในปัจจุบันเป็นตัวแทนของความพยายามในการจัดระเบียบและควบคุมพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้สอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจรัฐ


สนามหลวง – อดีตที่ถูกถักทอด้วยความหมาย

สนามหลวงได้ผ่านการนิยามซ้ำ ๆ มาหลายต่อหลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย มันเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความตายและพิธีการ (ทุ่งพระเมรุ) ก่อนจะถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคลภายใต้พระราชอำนาจ (ท้องสนามหลวง) และเมื่อการเมืองพลิกผันไปสู่ระบอบประชาธิปไตย พื้นที่แห่งนี้ก็ถูกยกระดับให้เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของประชาชนในนาม “สนามราษฎร”

แม้ในปัจจุบันชื่อทางการและชื่อที่ใช้เรียกกันทั่วไปจะกลับไปเป็น “สนามหลวง” แต่ความหมายของ “สนามราษฎร” ก็ยังคงดำรงอยู่ในความทรงจำร่วมของบุคคลบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่เรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพในการใช้พื้นที่สาธารณะที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง การต่อสู้เพื่อกำหนดชื่อเรียกพื้นที่แห่งนี้จึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนคำ แต่เป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ที่ยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สนามหลวงยังคงเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกถึงพลวัตทางการเมืองและสังคมไทยได้อย่างชัดเจนที่สุด


แหล่งที่มาข้อมูลอ้างอิงและรูปภาพประกอบบทความ
  1. การเปลี่ยนชื่อจาก “ทุ่งพระเมรุ” เป็น “ท้องสนามหลวง” ในรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2398): อ้างอิงจากพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ที่ทรงรังเกียจชื่ออวมงคล และประกาศเปลี่ยนชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคล
  2. การเรียกขานว่า “สนามราษฎร” (หลัง พ.ศ. 2475): อ้างอิงจากหลักการและอุดมการณ์ของคณะราษฎรที่ต้องการให้พื้นที่สำคัญเป็นของประชาชน ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
  3. การขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน (พ.ศ. 2520): อ้างอิงจากประกาศกรมศิลปากร เรื่องการขึ้นทะเบียน “โบราณสถานทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง)” ซึ่งมีผลต่อการจำกัดการใช้พื้นที่ในปัจจุบัน
  4. การนิยามความหมายเชิงอุดมการณ์ของคำว่า ‘ราษฎร’: อ้างอิงจากบทบาทของคณะราษฎรที่ใช้คำนี้ในการก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญและสร้างภาษาการเมืองใหม่หลัง พ.ศ. 2475 (อ้างอิง 1.4, 2.1)
  5. การเปลี่ยนชื่อและการช่วงชิงความหมาย: อ้างอิงจากการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ถึงความหมายของพื้นที่สนามหลวงว่าเป็นพื้นที่ต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างอำนาจรัฐ (“หลวง”) และอำนาจประชาชน (“ราษฎร”)
  6. รูปประกอบ: เว็บไซต์ Green Bangkok (greener.bangkok.go.th)

Share.
Exit mobile version